กรมชลประทาน Royal Irrigation Department

ค้นหายอดนิยม

26th ICID Congress ระหว่างวันที่ 12–14 ตุลาคม 2569 ณ เมืองมาร์กเซย ประเทศฝรั่งเศส

15 ตุลาคม 2569

2

0

•โลกกำลังเปลี่ยนโจทย์การชลประทาน แล้วประเทศไทยพร้อมแค่ไหน• เมื่อ ICID ส่งสัญญาณว่า อนาคตของการบริหารจัดการน้ำ ไม่ใช่เพียงการมีน้ำเพียงพอ แต่ต้องสร้างความมั่นคงทางอาหารภายใต้โลกที่ภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลง • ระหว่างวันที่ 12–14 ตุลาคม 2569 ณ เมืองมาร์กเซย ประเทศฝรั่งเศส มีการจัดประชุมวิชาการชลประทานและการระบายน้ำนานาชาติ ครั้งที่ 26 (26th ICID Congress) ภายใต้หัวข้อ Water and Agricultural Resilience in the Face of Climate Change โดย นายรสุ สืบสหการ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการชลประทาน พร้อมด้วย นายสรายุทธ อิ่มใจ ผู้อำนวยการจัดการด้านกายภาพและทดสอบมาตรฐานด้านชลประทานและน้ำ และนายชาญพิชญ์ ก๋าพรม วิศวกรชลประทานชำนาญการ ส่วนสื่อสารองค์กรและเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้าร่วมประชุมพร้อมคณะกรรมการ THAICID ด้วย • ICID หรือ International Commission on Irrigation and Drainage เป็นองค์กรวิชาการและวิชาชีพระดับนานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 ทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนโยบายด้านการชลประทาน การระบายน้ำ และการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร • การประชุมครั้งนี้มีผลงานวิชาการผ่านการพิจารณาจำนวน 222 เรื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศต่าง ๆ กำลังมองอนาคตของการบริหารจัดการน้ำไปในทิศทางใด • ICID กำลังกระตุ้นกระแสโลกเรื่องอะไร? ข้อมูลจากเอกสารการประชุมระบุว่า พื้นที่เกษตรชลประทานมีสัดส่วนเพียงประมาณ 20% ของพื้นที่เพาะปลูกทั่วโลก แต่ผลิตอาหารได้เกือบ 40% ขณะที่ภาคเกษตรเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำถึงประมาณ 70% ของโลก ตัวเลขนี้สะท้อนความท้าทายสำคัญว่า เราจะรักษาความมั่นคงทางอาหารได้อย่างไร ในวันที่ทรัพยากรน้ำมีข้อจำกัดมากขึ้น และสภาพภูมิอากาศมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ICID จึงกำหนดโจทย์ใหญ่ 3 เรื่อง เพื่อกระตุ้นให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมกันค้นหาคำตอบ ได้แก่ 1. การชลประทานต้องอยู่ร่วมกับระบบนิเวศได้ (Agroecological Transition) ไม่ใช่เพียงการส่งน้ำเพื่อเพิ่มผลผลิต แต่ต้องคำนึงถึงสุขภาพดิน ความหลากหลายทางชีวภาพ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ระดับแปลงเกษตรไปจนถึงระดับลุ่มน้ำ 2. เทคโนโลยีต้องทำให้การใช้น้ำมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจริง (Water Use Efficiency) ทั้ง AI, Digital Twin, Remote Sensing, IoT และแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ต้องก้าวพ้นการเป็นเพียงเครื่องมือทดลอง ไปสู่ระบบสนับสนุนการตัดสินใจและการปฏิบัติงานจริง โดยสามารถตรวจวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ได้ 3. โลกต้องมองหาแหล่งน้ำทางเลือก (Non-Conventional Water) การนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ (Water Reuse) และการผลิตน้ำจืดจากน้ำเค็ม (Desalination) กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ โดยต้องพิจารณาควบคู่กับต้นทุนพลังงาน สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการยอมรับของสังคม สาระสำคัญคือ โลกไม่ได้กำลังมองหาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่กำลังมองหาระบบบริหารจัดการน้ำรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงวิศวกรรม เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ ระบบนิเวศ และผู้ใช้น้ำเข้าด้วยกัน • แล้วประเทศอื่น ๆ ทำอะไร และเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างไร? 🇨🇳 จีน >> ขยับจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน ไปสู่การสร้างระบบบริหารจัดการน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความอัจฉริยะทางดิจิทัล จีนกำลังผลักดัน Digital Twin Irrigation Districts โดยบูรณาการแบบจำลองระบบชลประทาน IoT และ Big Data เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจวัด คาดการณ์ และจัดสรรน้ำอย่างแม่นยำในพื้นที่นำร่องของจีน ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล การประยุกต์ใช้แบบจำลอง และการยกระดับบริการชลประทาน พร้อมระบุข้อจำกัดที่ยังต้องพัฒนา ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูล ความเหมาะสมของเทคโนโลยีกับพื้นที่ และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ อีกผลงานของจีนคือ การพัฒนาระบบชลประทานสมัยใหม่ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและกลไกตลาด ตลอดจนการใช้แบบจำลองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ ดังนั้น จีนไม่ได้มอง Digital Twin เป็นเพียงภาพจำลองสามมิติ แต่กำลังพัฒนาให้เป็นระบบสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงข้อมูล แบบจำลอง และการตัดสินใจเข้าด้วยกัน 🇯🇵 ญี่ปุ่น >> ศึกษาระบบคิดค่าน้ำตามปริมาตรในเขตชลประทาน 2 แห่ง พบว่าปริมาณการใช้น้ำรายปีลดลงประมาณ 20–40% สะท้อนว่ากลไกทางเศรษฐศาสตร์และพฤติกรรมผู้ใช้น้ำมีความสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยี 🇿🇼 ซิมบับเว >> ใช้ระบบน้ำหยดใต้ดินกับอ้อย ช่วยประหยัดน้ำประมาณ 30% พร้อมเพิ่มผลผลิตอ้อยจาก 150 เป็น 188 ตันต่อเฮกตาร์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25.3% 🇵🇰 ปากีสถาน >> โครงการพัฒนาระบบส่งน้ำร่วมกับการปรับระดับพื้นที่ด้วยเลเซอร์และการติดตามผล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลำเลียงน้ำจาก 49% เป็น 68% หรือเพิ่มขึ้น 19 จุดเปอร์เซ็นต์ 🇪🇺 ยุโรป >> โครงการ HIDRIX ที่พัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและธาตุอาหารแบบอัตโนมัติ รายงานผลจากพื้นที่นำร่องว่าสามารถลดปริมาณน้ำชลประทานเฉลี่ย 15.8% และเพิ่มผลิตภาพน้ำ 21.2% โดยยังรักษาระดับผลผลิตไว้ได้ 🇹🇭 แล้วประเทศไทยนำเสนออะไรบนเวทีโลก? - iFarm ระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะที่ทดลองในพื้นที่เกษตร 18 แห่ง โดยใช้ IoT ข้อมูลพยากรณ์อากาศ และข้อมูลดาวเทียม ผลการศึกษารายงานประสิทธิภาพการให้น้ำเฉลี่ย 70% และระยะเวลาคืนทุนประมาณ 2.27 เดือน - งาน Remote Sensing ในประเทศไทยตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี จากเดิมที่ใช้ดาวเทียมเพื่อติดตามสภาพสิ่งแวดล้อม ไปสู่การนำข้อมูลมาใช้ร่วมกับแบบจำลองทางอุทกวิทยา การประเมินสมรรถนะระบบชลประทาน และการจัดทำบัญชีน้ำระดับประเทศ การพัฒนาระบบ Water Accounting Plus (WA+) ครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำ และ 254 ลุ่มน้ำย่อยทั่วประเทศไทย - การประเมินประสิทธิภาพและผลิตภาพทางเศรษฐกิจของการใช้น้ำในภาคเกษตรระดับ 22 ลุ่มน้ำ - การประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำแม่กลอง - การศึกษาความเสี่ยงด้านน้ำ ระบบนิเวศ และการจัดการน้ำข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำกก สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดองค์ความรู้หรือผลงานวิจัย แต่โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ เราจะเชื่อมโยงองค์ความรู้เหล่านี้เข้าสู่ระบบบริหารจัดการน้ำและการปฏิบัติงานจริงได้มากเพียงใด • ถึงเวลาที่เราต้องตื่นตัวเรื่องอะไร 1. เปลี่ยนจากการบริหารจัดการปริมาณน้ำ ไปสู่การบริหารผลิตภาพน้ำ (Water Productivity) การประเมินความสำเร็จของงานชลประทานที่พิจารณาควบคู่กันทั้งปริมาณน้ำที่ใช้ ผลผลิต มูลค่าทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมในการจัดสรรน้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2. ยกระดับแบบจำลองและข้อมูลให้เป็นเครื่องมือปฏิบัติงานจริง เชื่อมโยงข้อมูลดาวเทียม ระบบตรวจวัด แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และการปฏิบัติการส่งน้ำเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนาไปสู่ Digital Twin Irrigation District ที่สามารถสนับสนุนการตัดสินใจได้จริง ไม่ใช่เพียงระบบแสดงข้อมูล 3. ทำให้ Climate Adaptation และ Climate Mitigation เป็นส่วนหนึ่งของงานชลประทาน ระบบชลประทานต้องรองรับทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม และความผันผวนของภูมิอากาศ พร้อมสนับสนุนการเกษตรที่ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) โดยต้องคำนึงถึงเงื่อนไขและข้อจำกัดของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ 4. เปลี่ยนงานวิจัยจากการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีใช้ได้ ไปสู่การพิสูจน์ว่าขยายผลได้จริง ทุกโครงการนำร่องมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ ทั้งปริมาณน้ำที่ประหยัด ผลิตภาพน้ำ ต้นทุน ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ความพึงพอใจของผู้ใช้น้ำ และความสามารถในการนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่น 5. ลงทุนกับคนควบคู่กับเทคโนโลยี เราจำเป็นต้องพัฒนาวิศวกร นักแบบจำลอง นักวิเคราะห์ข้อมูล และบุคลากรด้านการบริหารจัดการน้ำรุ่นใหม่ ให้สามารถทำงานข้ามศาสตร์ได้ ทั้งวิศวกรรมชลประทาน อุทกวิทยา AI เศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม เพราะการมีเทคโนโลยีที่ดี โดยไม่มีบุคลากรที่สามารถพัฒนา ใช้งาน และต่อยอดได้ ย่อมไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่านในระยะยาว • บทสรุป • สิ่งที่น่าสนใจจาก ICID Congress 2026 ไม่ใช่เพียงการได้เห็นว่าโลกมีเทคโนโลยีอะไรใหม่ แต่คือการได้เห็นว่า ประเทศต่าง ๆ กำลังเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำอย่างไร >> จากการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่การสร้างระบบอัจฉริยะ >> จากการจัดสรรน้ำให้เพียงพอ ไปสู่การสร้างผลิตภาพจากน้ำทุกลูกบาศก์เมตร >> จากการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรเพียงมิติเดียว ไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารควบคู่กับความยั่งยืนของระบบนิเวศและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยมีทั้งประสบการณ์ องค์ความรู้ บุคลากร และผลงานวิจัยที่มีศักยภาพ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า เราจะเริ่มใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เมื่อไร แต่คือเราจะนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาเชื่อมโยงและยกระดับให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระดับประเทศได้อย่างไร ถึงเวลาแล้วที่งานชลประทานไทยต้องไม่เพียงก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ต้องมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้และกำหนดทิศทางอนาคตของการบริหารจัดการน้ำในเวทีนานาชาติ

แหล่งที่มา

ข่าวเด่นล่าสุด

ข่าวประชาสัมพันธ์

สถาบันพัฒนาการชลประทาน วิทยาลัยการชลประทาน รับมอบไฟถนน Solar Cell จากศิษย์เก่าวิทยาลัยการชลประทาน

นายรสุ สืบสหการ (ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการชลประทาน และผู้อำนวยการวิทยาลัยการชลประทาน) พร้อมผู้แทนองค์การนิสิตวิทยาลัยการชลประทาน รับมอบไฟถนน Solar Cell พร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง จำนวน 15 ชุด จากศิษย์เก่าวิทยาลัยการชลประทาน รุ่น 52 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสถาบันฯ ที่กำหนดแนวทางการพัฒนา ให้เป็นพื้นที่ลดใช้พลังงาน ตามนโยบาย CFO Carbon Footprint of Organization (คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร) คือการประเมินและวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่องค์กรปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ ในรอบ 1 ปี ของหน่วยงาน ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยปีนี้เป็นการเน้นไปที่การใช้พลังงานสะอาด และลดการใช้พลังงาน เพื่อมุ่งสู่องค์กรสีเขียวต่อไป

ข่าวประชาสัมพันธ์

สถาบันพัฒนาการชลประทาน ร่วมประชุมพิจารณาแผนพัฒนาบุคลากร กรมชลประทาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 69 นายรสุ สืบสหการ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการชลประทาน พร้อมด้วย นางสาวลพรรณพลอย ชาวเรือ ผู้อำนวยการส่วนถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการชลประทาน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแผนพัฒนาบุคลากร กรมชลประทาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมี นายทรงพล สวยสม รองอธิบดีฝ่ายบริหาร กรมชลประทาน เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมดงตาล อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมกันพิจารณาโครงการและหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ มุ่งเน้นการเสริมสร้างสมรรถนะและยกระดับศักยภาพกำลังคนของกรมชลประทานให้พร้อมขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพในปีงบประมาณ 2570 ต่อไป

ข่าวประชาสัมพันธ์

ประชุมคณะกรรมการบริหารหลักสูตร โครงการฝึกอบรมหลักสูตร ผู้อำนวยการโครงการ

ประชุมคณะกรรมการบริหารหลักสูตร โครงการฝึกอบรมหลักสูตร ผู้อำนวยการโครงการ วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2569 ห้องประชุมกรมชลประทาน ชั้น 3 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน สามเสน วันนี้ (27 ตุลาคม 2569) ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการชลประทาน พร้อมด้วย ผู้อำนวยการส่วนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการชลประทาน, ผู้อำนวยการส่วนสื่อสารองค์กรและเทคโนโลยีสารสนเทศ, ผู้อำนวยการส่วนถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการชลประทาน, ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบริหารหลักสูตร โครงการฝึกอบรมหลักสูตร ผู้อำนวยการโครงการ ประชุมร่วมกับผู้บริหารกรมฯ เพื่อการเตรียมพร้อมหลักสูตรความเป็นผู้บริหารกรมชลประทาน ในตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการชลประทาน ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา มีวาระการประชุมเพื่อพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหาที่จะเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นผู้บริหารอย่างครบทุกมิติ เช่น ด้านนโยบายและการบริหารเชิงกลยุทธ์ ด้านภาวะผู้นำและบริหารทรัพยากรบุคคล ด้านบริหารจัดการน้ำ ความมั่นคงด้านน้ำ และภาวะวิกฤต ด้านบริหารโครงการและโครงสร้างพื้นฐาน ด้านกฎหมาย งบประมาณ และธรรมาภิบาล รวมถึงการเตรียมความพร้อมเป็นผู้บริหารชลประทานสมัยใหม่ สอดรับกับนโยบาย ONE RID : Smart Water ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการบริหารจัดการน้ำ Smart Dam Smart Canal โดยคาดการณ์ว่าจะเปิดรับสมัครผู้มีคุณสมบัติเข้ารับการฝึกอบรม ช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2569 และเริ่มดำเนินการฝึกอบรมระหว่างเดือน มกราคม ถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2570